Lifestyle Blog

เช็คลิสต์เตรียมพร้อมก่อนคลอดและการเก็บสเต็มเซลล์

การเตรียมความพร้อมก่อนคลอดและการเก็บสเต็มเซลล์

เช็คลิสต์ การเตรียมความพร้อมก่อนคลอดและการเก็บสเต็มเซลล์

เก็บสเต็มเซลล์กับ Cryoviva หนึ่งในเช็คลิสต์ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรให้ความสำคัญในการวางแผนให้กับลูกน้อยก่อนคลอด เนื่องจากเป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวที่จะสามารถเก็บสเต็มเซลล์ทารกไว้ได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อทารก ซึ่งการเก็บสเต็มเซลล์ทารกนั้นมีประโยชน์มากมายต่อทารกเองและทุกคนในครอบครัว ด้วยเหตุนี้คุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรมีการเตรียมความพร้อมเพื่ออนาคตของลูกน้อยและทุกคนในครอบครัว

เตรียมพร้อมก่อนคลอด 
เพื่อมอบชีวิตที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อยกับ Cryoviva

เพราะในช่วงเวลาที่ตั้งครรภ์นั้น คุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องมีการดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ทั้งในเรื่องของการรับประทานอาหารให้เหมาะสม เสริมสร้างสารอาหารให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เน้นการทานอาหารที่ส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์ รวมไปจนถึงการปฏิบัติตัว ทำกิจกรรมที่เหมาะสม และการดูแลจิตใจให้ผ่อนคลาย ห่างไกลจากความเครียดอยู่เสมอ

ในช่วงใกล้คลอดก็เช่นเดียวกัน เพราะช่วงใกล้คลอดจะเป็นช่วงที่คุณพ่อและคุณแม่ต้องเตรียมความพร้อมให้มากที่สุดเพื่อการเป็นคุณพ่อคุณแม่เต็มตัว ซึ่งช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้นและหลาย ๆ คนมักจะเกิดความกังวลเป็นอย่างมาก เพราะนี่เป็นช่วงเวลาแห่งการเตรียมตัวให้พร้อมในการดูแลลูกน้อย เพื่อให้ลูกน้อยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด

วันนี้ Cryoviva ขอเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันประสบการณ์ความรู้รวมไปถึงวิธีการและสิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องเตรียมการวางแผนและดูแล ในช่วงระหว่างการเตรียมความพร้อมก่อนคลอด เพื่อสามารถเตรียมตัวล่วงหน้าในความพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ และคลายความกังวลลงได้ในช่วงระยะเวลาใกล้คลอด และหนึ่งในสิ่งสำคัญที่ต้องวางแผนคือการจัดเก็บสเต็มเซลล์ หรือการวางแผนการเก็บสเต็มเซลล์ทารกทันทีหลังคลอดเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญในชีวิตเพียงครั้งเดียว

ซึ่งการเตรียมความพร้อมก่อนคลอดบุตรนอกเหนือจากเก็บ Stem Cell ทารกจะมีอะไรกันบ้าง ตาม Cryoviva ไปดูกันได้เลย

6 เช็คลิสต์เตรียมความพร้อมก่อนคลอด

6 สิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องเตรียมพร้อมก่อนคลอดบุตร

สำหรับสิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการคลอดบุตรที่เราได้รวบรวมมาให้คุณแม่ทุกคนในวันนี้นั้น เป็นสิ่งที่สำคัญทั้งสำหรับตัวคุณแม่ที่ตั้งครรภ์เอง รวมไปจนถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตของลูกน้อยในครรภ์ในอนาคต 

ซึ่ง 6 สิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องเตรียมพร้อมก่อนคลอดบุตรนั้น ได้แก่

1. วางแผนการลาคลอด

2. ดูแลสุขภาพกายและใจของตัวเอง

3. เตรียมงบประมาณสำหรับการคลอด

4. เตรียมที่นอนและของใช้จำเป็นสำหรับลูกน้อย

5. เตรียมเอกสารสำคัญ เช่น สมุดบันทึกการฝากครรภ์, บัตรประจำตัวคนไข้

6. เตรียมหลักประกันทางสุขภาพในอนาคตให้ลูกน้อย เช่น ซื้อประกัน, เก็บสเต็มเซลล์

ซึ่งทั้ง 6 ข้อนี้ก็มีวิธีการเตรียมความพร้อม และประโยชน์ที่แตกต่างกันไป หากคุณแม่เรียนรู้และสามารถเตรียมความพร้อมได้อย่างครอบคลุม แน่นอนว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคุณแม่และตัวลูกน้อยเองในอนาคต
และเพื่อให้คุณแม่สามารถเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อรับมือกับทุกเหตุการณ์ และหมดความกังวลในช่วงเวลาใกล้คลอด เราจึงขอพาทุกคนไปรู้จักการเก็บสเต็มเซลล์ทารกและสิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องเตรียมพร้อมก่อนคลอดบุตรให้มากยิ่งขึ้น ถ้าพร้อมกันแล้ว ไปอ่านต่อกันที่บทความด้านล่างนี้ได้เลย!

วางแผนการลาคลอด

วางแผนการลาคลอด

ในช่วงเวลาที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์นั้น เป็นช่วงที่คุณแม่ควรจะต้องมีการวางแผนการลาคลอดไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ทราบเงื่อนไขต่าง ๆ ทั้งเรื่องการนับวันหยุด และการแบ่งสัดส่วนของค่าตอบแทนที่ต้องได้รับ รวมไปจนถึงการรักษาสิทธิ์ที่ตัวเองจะต้องได้รับอีกด้วย

และเพื่อให้สามารถรู้ถึงสิทธิการลาคลอดของตนเอง Cryoviva ได้รวมสิทธิการลาคลอดที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องรู้มาให้คุณที่นี่แล้ว!

 

เช็คสิทธิลาคลอดของคุณแม่ตั้งครรภ์

ตามสิทธิการลาคลอดของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์นั้น คือ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์สามารถลาคลอดได้ไม่เกิน 98 วัน ตามเงื่อนไขดังนี้

✓ การลาไปฝากครรภ์และตรวจครรภ์รวมอยู่ใน 98 วันนี้

✓ หากมีวันหยุดที่อยู่ใน 98 วันนี้ จะถูกนับรวมไปด้วย

✓ ค่าจ้างจะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 45 วันจากนายจ้าง และ 45 วันจากประกันสังคม (อีก 8 วันนายจ้างมีสิทธิจ่ายหรือไม่จ่าย ตามที่ตกลงกัน)


สำหรับคุณแม่มือใหม่สามารถศึกษา ขั้นตอนการฝากครรภ์ ได้ที่นี่

การดูแลสุขภาพสำหรับคนท้อง

ดูแลสุขภาพกายและใจของตัวเอง

เพื่อให้ทั้งตัวคุณแม่ที่ตั้งครรภ์และลูกน้อยมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สมบูรณ์ ในขณะตั้งครรภ์คุณแม่จึงจำเป็นจะต้องมีการดูแลสุขภาพทั้งทางกายและทางใจของตนเองอยู่เสมอ เพราะสุขภาพกายและใจที่สมบูรณ์แข็งแรงนั้นจะส่งต่อไปยังลูกน้อยในครรภ์ให้ลูกน้อยมีทั้งสุขภาพและพัฒนาการที่ดีตามไปด้วย

โดยการดูแลสุขภาพกายและใจของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์นั้นเริ่มตั้งแต่การเข้าฝากครรภ์กับโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่น่าเชื่อถือ และปฏิบัติตามคำแนะนำต่าง ๆ ที่เราได้รวบรวมมาให้ที่นี่

 

วิธีการดูแลตัวเองของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์

ในส่วนของการดูแลตัวเองของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์นั้น เราได้แบ่งเป็นหมวดหมู่ย่อย ๆ ให้คุณแม่สามารถเข้าใจได้ง่าย ๆ ดังนี้

 

การดูแลร่างกาย

✓ ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนรับประทานยาต่าง ๆ 

✓ เข้าพบคุณหมอ ณ สถานที่ฝากครรภ์ตามนัดทุกครั้ง

✓ หากมีความผิดปกติใด ๆ ควรรีบเข้าพบแพทย์ทันที

 

การดูแลจิตใจ

✓ ฝึกหายใจ ทำสมาธิ เพื่อลดความเครียดที่อาจเกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์

✓ หากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด เช่นกิจกรรมที่ชอบอย่างการอ่านหนังสือ การฟังเพลง การออกกำลังกายเบา ๆ รวมไปจนถึงกิจกรรมการพูดคุยกับลูกน้อยในครรภ์ เล่านิทานให้ลูกน้อยฟัง หรือลูบท้องเบา ๆ เป็นต้น

 

การทานอาหาร

✓ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบถ้วนในด้านสารอาหาร

✓ ดื่มน้ำให้เพียงพอ

✓ งดการทานอาหารรสจัด อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง

✓ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือเลือกดื่มในปริมาณที่เหมาะสม

✓ คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรดื่มนมมากจนเกินไป ควรดื่มประมาณวันละ 1 แก้ว หรือตามแพทย์สั่ง

 

การดำเนินชีวิตประจำวัน

✓ สังเกตอาการผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ เช่น มีเลือดออกผิดปกติ ลูกไม่ดิ้น ปวดท้องรุนแรง เป็นต้น

✓ เลือกท่านอนที่เหมาะสมตามช่วงอายุครรภ์ของคุณแม่

✓ เลี่ยงสถานที่ที่แดดร้อนจัด อบอ้าว หรือมีอากาศหายใจน้อย

✓ คุมน้ำหนักไม่ให้น้ำหนักเกิน เพราะคุณแม่ควรมีน้ำหนักที่พอดีตามดัชนีมวลกาย (แต่ไม่ควรอดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก)

✓ ออกกำลังกายอย่างพอดี ไม่หักโหม ไม่ใช้แรงเยอะจนเกินไป

✓ พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยให้ได้ประมาณ 8 ชั่วโมงต่อคืน

✓ ดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของตัวเองอยู่เสมอ

✓ เพิ่มความระมัดระวังในขณะที่เดิน นั่ง และนอน

✓ งดการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา แอลกอฮอล์ และใช้ยาเสพติด

✓ เลี่ยงการอบไอน้ำ หรือ อาบน้ำที่ร้อนจนเกินไป

✓ อยู่ให้ห่างจากมูลแมว เพราะอาจส่งผลให้ทารกในครรภ์เกิดความผิดปกติ

✓ เปลี่ยนท่านั่งและยืดเส้นยืดสายอยู่บ่อย ๆ

 

การแต่งตัวและความงาม

✓ สวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่รัดแน่นจนเกินไป ไม่อึดอัด และไม่บีบรัดหน้าท้อง

✓ เลี่ยงการสวมใส่รองเท้าส้นสูง ส้นตึก หรือรองเท้าที่เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ

✓ ควรเลือกสวมเสื้อชั้นในที่เหมาะกับขนาดเต้านม ไม่รัดจนเกินไป

✓ วางแผนเก็บสเต็มเซลล์เพื่อใช้ฟื้นฟูผิวพรรณและเซลล์ที่เสื่อมสภาพหลังคลอด

✓ ไม่ใช้เครื่องสำอางค์หรือสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อลูกน้อย

ถึงแม้จะมีหลายข้อ แต่เราขอแนะนำว่า หากคุณแม่ที่ตั้งครรภ์สามารถปฏิบัติตามได้อย่างครบถ้วน แน่นอนว่าคุณแม่จะต้องมีร่างกายที่แข็งแรง พร้อมส่งต่อพัฒนาการที่สมบูรณ์ให้กับลูกน้อยได้อย่างแน่นอน! 

หรือหากยังไม่มั่นใจสามารถเช็คเพิ่มเติมได้ที่ กิจกรรมต้องห้ามสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

เตรียมงบประมาณการคลอด

เตรียมงบประมาณสำหรับการคลอด

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ในการเตรียมความพร้อมในขณะตั้งครรภ์ของคุณแม่ นั่นก็คือการเตรียมงบประมาณในส่วนต่าง ๆ ให้ครบถ้วน รอบคอบ และรัดกุม โดยการจัดสรรงบประมาณไปในส่วนต่าง ๆ อย่างลงตัว ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถวางแผนด้านการเงินและพร้อมสำหรับการใช้จ่ายในอนาคต

 

แนวทางการจัดสรรค่าใช้จ่ายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

เมื่อเข้าสู่ช่วงตั้งครรภ์ คุณพ่อคุณแม่มักจะประสบกับปัญหาด้านการเงินหรือมีความกังวลใจในเรื่องของค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งในส่วนของการคลอดและการดูแลลูกน้อยในอนาคต Cryoviva จึงขอมาแบ่งปันวิธีการการวางแผนด้านการเงินและการจัดสรรงบประมาณสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่อจัดการกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สำหรับการเลี้ยงดูลูกน้อยเพื่อความอุ่นใจ และหมดกังวลในเรื่องของการดูแลลูกน้อยในอนาคต

ซึ่งแนวทางการจัดสรรค่าใช้จ่ายสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เราจะมาแนะนำในวันนี้ เป็นการวางแผนการเงินในระยะยาวสำหรับอนาคตของลูกน้อย ซึ่งเราจะขอแบ่งงบประมาณออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน ดังนี้

✓ ค่าใช้จ่ายสำหรับการคลอด 

✓ ค่าใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน 

✓ ค่าใช้จ่ายหลังจากการคลอด 

✓ ค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพของลูกน้อย

โดยแต่ละส่วนจะมีความสำคัญอย่างไร ตาม Cryoviva ไปดูกันต่อได้เลย

 

ค่าใช้จ่ายสำหรับการคลอด

ในส่วนแรกเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นที่สุดในการวางแผนงบประมาณในครั้งนี้ นั่นคือค่าใช้จ่ายสำหรับการคลอด เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็นอย่างมากสำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ซึ่งในการคลอดแต่ละวิธีนั้นมีราคาและงบประมาณที่แตกต่างกัน ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่สามารถเลือกได้ว่าวิธีที่มีความปลอดภัยต่อลูกน้อยและคุณแม่ที่ตั้งครรภ์มากตามความสะดวกและเหมาะสม

โดยค่าใช้จ่ายโดยประมาณในส่วนนี้จะแบ่งเป็น

✓ ค่าใช้จ่ายการคลอดธรรมชาติประมาณ 20,000-100,000 บาท

✓ ค่าใช้จ่ายการผ่าคลอดประมาณ 50,000-100,000 บาทขึ้นไป

นอกจากนี้ยังมีการคลอดในน้ำซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงกว่าการคลอดธรรมชาติและผ่าคลอด ดังนั้นหากคุณแม่ต้องการคลอดบุตรโดยวิธีใด ควรมีการศึกษาในเรื่องของค่าใช้จ่ายเตรียมไว้ล่วงหน้า เพื่อนำมาวางแผนงบประมาณได้อย่างรอบคอบ

จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายสำหรับการคลอดนั้นมีจำนวนที่ค่อนข้างสูง เราจึงขอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่สำรองค่าใช้จ่ายสำหรับการคลอดในรูปแบบต่างไว้ในระยะยาวประมาณ 20% ของรายได้ในแต่ละเดือน

 

ค่าใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน

อีกส่วนของใช้จ่ายที่จำเป็นที่ต้องจัดสรรงบประมาณไว้ ก็คือค่าใช้จ่ายสำหรับกรณีฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมทั้งภาวะเสี่ยงของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์เองและภาวะต่าง ๆ หรือโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อยภายหลังจากการคลอด

ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ทาง Cryoviva ขอแนะนำให้จัดสรรโดยแยกออกมาอยู่นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น เพื่อสำรองให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น

เพราะถึงแม้คุณแม่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนหลังจากการคลอด ก็สามารถนำเงินก้อนนี้มาใช้เพื่อวางแผนทางสุขภาพในอนาคตให้กับลูกน้อย ด้วยการเลือกเก็บสเต็มเซลล์เพื่อเป็นหลักประกันทางสุขภาพของตัวลูกน้อยเองและทุกคนในครอบครัวได้อีกด้วย

 

ค่าใช้จ่ายหลังจากการคลอด

ค่าใช้จ่ายที่ควรจัดสรรไว้ในส่วนต่อมาคือค่าใช้จ่ายภายหลังจากการคลอด เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการเลี้ยงดูลูกน้อยให้เติบโตขึ้นอย่างมีความสุข ซึ่งเราจะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

✓ ค่าสิ่งของและสิ่งจำเป็น เช่น

  • ค่าอาหาร
  • ค่าผ้าอ้อม 
  • ค่าเสื้อผ้า
  • ค่านม 
  • ค่าอุปกรณ์ และเครื่องใช้ต่าง ๆ 

 

✓ ค่าใช้จ่ายทางการศึกษา เช่น

  • ค่าเทอม
  • ค่าบำรุงการศึกษา
  • ค่าอุปกรณ์การเรียน 

 

ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้นั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกจัดสรรการเก็บออมตามความเหมาะสมของค่าครองชีพและรายรับของครอบครัว

 

ค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพของลูกน้อย

ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เป็นค่าใช้จ่ายที่คุณพ่อคุณแม่ควรจัดสรรไว้เพื่อสุขภาพในอนาคตของลูกน้อย เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จำเป็นจะต้องสำรองเงินไว้เพื่อประโยชน์ทางสุขภาพของลูกน้อย โดยตัวอย่างของค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เช่น

✓ ค่าการเข้ารับการฉีดวัคซีน 

✓ ค่ารักษาพยาบาลจากโรคติดต่อ หรือ โรคต่าง ๆ ตามฤดูกาล

✓ ค่ารักษาพยาบาลจากโรคประจำตัว

✓ ค่าการซื้อประกันสุขภาพสำหรับลูกน้อย

✓ ค่าการจัดเก็บสเต็มเซลล์หรือเก็บ Stem Cell ทารกเพื่อฟื้นฟูสุขภาพของลูกน้อยในอนาคต

ของใช้จำเป็นสำหรับลูกน้อย

เตรียมที่นอนและของใช้จำเป็นสำหรับลูกน้อย

สิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องเตรียมความพร้อมก่อนคลอดอีกข้อหนึ่ง นั่นคือการวางแผนเตรียมห้องและของใช้จำเป็นสำหรับลูกน้อย 

 

การจัดเตรียมที่นอนสำหรับลูกน้อย

สำหรับที่นอนของลูกน้อยนั้น อาจจะจัดเป็นโซนที่นอนของลูกน้อยเพื่อให้สามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งในส่วนนี้จะต้องคำนึงถึงเรื่องต่าง ๆ ได้แก่

✓ ความสะอาด

✓ อากาศที่ถ่ายเท 

✓ การป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองหรือพาหะนำโรคต่าง ๆ มาทำอันตรายกับลูกน้อยได้

 

การจัดเตรียมของใช้ที่จำเป็นสำหรับลูกน้อย

ของใช้ที่จำเป็นสำหรับลูกน้อยแรกเกิดนั้นมีอยู่มากมาย คุณพ่อคุณแม่ควรวางแผนจัดเตรียมไว้ตั้งแต่ในขณะที่ยังตั้งครรภ์ เพื่อให้พร้อมรับสมาชิกใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งของใช้จำเป็นสำหรับลูกน้อยนั้น เช่น 

✓ ที่นอน เปลนอน 

✓ เสื้อผ้า ถุงเท้า หมวก 

✓ ผ้าอ้อม 

✓ ผ้าห่อตัว ผ้าขอหนู ผ้าห่ม

✓ ขวดนม จุกนม 

✓ แชมพู เครื่องอาบน้ำสำหรับเด็กทารก

✓ ของเล่นเสริมพัฒนาการ เป็นต้น

เตรียมเอกสารสำหรับสำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

เตรียมเอกสารสำคัญ

ในส่วนนี้เป็นการเตรียมความพร้อมให้เรื่องของเอกสารสำคัญที่ต้องใช้เมื่อเจ็บท้องคลอดหรือเมื่อเข้าพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ซึ่งเอกสารสำคัญที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรจะเตรียมไว้อยู่เสมอ ได้แก่

✓ ใบนัดพบแพทย์

✓ สมุดบันทึกการฝากครรภ์

✓ บัตรประจำตัวคนไข้

✓ บัตรโรงพยาบาล 

✓ สำเนาบัตรประชาชน (ทั้งพ่อและแม่)

✓ สำเนาทะเบียนบ้าน (ทั้งพ่อและแม่)

✓ หนังสือส่งตัวคลอด (ในกรณีที่เป็นข้าราชการ)

ซึ่งเอกสารสำคัญที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องเตรียมไว้สำหรับการคลอดนั้นจะขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละโรงพยาบาล บางโรงพยาบาลก็มีการเตรียมเอกสารบางส่วนไว้ให้ บางโรงพยาบาลก็ไม่มี ดังนั้น คุณแม่จึงควรเช็คข้อมูลกับทางโรงพยาบาลเพื่อให้สามารถเตรียมเอกสารได้อย่างครบถ้วน ไม่มีตกหล่นใด ๆ นั่นเอง

ประกันสุขภาพลูกน้อย

เตรียมหลักประกันทางสุขภาพในอนาคตให้ลูกน้อย

เพราะเรื่องสุขภาพของลูกน้อยในอนาคตเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรจัดเตรียมสิ่งดี ๆ ไว้เพื่อลูกน้อยที่กำลังจะมาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว

เพื่อให้ลูกน้อยมีคุณภาพชีวิตที่ดี เติบโตอย่างมีความสุข มีสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัย ไกลโรค และมีหลักประกันทางสุขภาพในอนาคตไว้เพื่อรองรับในกรณีที่เจ็บป่วย ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรมีการวางแผนในเรื่องนี้ไว้อย่างรอบคอบ ซึ่งเราขอแนะนำการเตรียมหลักประกันทางสุขภาพในอนาคตให้ลูกน้อยเป็น 2 ส่วน คือ

 

วางแผนซื้อประกันทางสุขภาพให้ลูกน้อย

เนื่องจากเด็กน้อยแรกเกิดอาจจะยังมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำ ติดเชื้อง่าย และมักจะพบเจอกับโรคแปลก ๆ ต่าง ๆ มากมาย หากมีอาการเจ็บป่วยก็อาจจะส่งผลกระทบรุนแรง และมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงกว่าผู้ใหญ่ การวางแผนซื้อประกันทางสุขภาพให้กับลูกน้อยจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ เพื่อลดความเสี่ยงต่าง ๆ ในกรณีที่ลูกน้อยของเราต้องเจ็บป่วย

โดยการวางแผนเลือกซื้อประกันทางสุขภาพของลูกน้อยนั้น เราขอแนะนำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์และคุณพ่อ คำนึงถึงส่วนต่าง ๆ เหล่านี้

  • ค่าใช้จ่าย (เมื่อเทียบกับกำลังทรัพย์)
  • รายละเอียดความคุ้มครอง (เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่าย)
  • ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของบริษัทประกัน

 

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การวางแผนในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ คุณแม่ควรเลือกประกันที่คุ้มครองลูกน้อยอย่างครบถ้วนในวงเงินที่เหมาะสม ไม่เกินกำลัง และควรเลือกซื้อประกันตั้งแต่แรกเกิด เพื่อให้ลูกน้อยได้รับการคุ้มครองตั้งแต่วันแรกที่เขาเกิดนั่นเอง

 

วางแผนการเก็บสเต็มเซลล์ทารก

อีกหนึ่งการจัดเตรียมหลักประกันทางสุขภาพในอนาคตให้กับลูกน้อยที่น่าสนใจในปัจจุบันคือการเก็บสเต็มเซลล์หรือการเก็บสเต็มเซลล์ทารก ซึ่งเป็นกระบวนการที่ดำเนินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ “หลังจากการคลอดบุตรทันที” เรียกได้ว่าลูกน้อยจะมีหลักประกันทางสุขภาพเตรียมไว้ให้พร้อมตั้งแต่ตอนที่เขาลืมตาดูโลก

ด้วยเทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้การดูแลสุขภาพในรูปแบบแพทย์ทางเลือกเป็นโอกาสที่สามารถดูแลและรักษาสุขภาพได้มากขึ้น การใช้สเต็มเซลล์ในการฟื้นฟูรักษาโรคต่าง ๆ จึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในการดูแลสุขภาพและร่างกายในยามที่เจ็บป่วย

ซึ่งการเก็บสเต็มเซลล์หลังจากการคลอดบุตร เป็นโอกาสครั้งสำคัญเพียงโอกาสเดียวที่คุณแม่จะสามารถเลือกเก็บ Stem Cell ทารก เพื่อได้เซลล์ที่มีความสมบูรณ์สำหรับนำไปใช้กับตัวลูกน้อยในอนาคต

แล้วสเต็มเซลล์คืออะไร มีประโยชน์ต่อสุขภาพของลูกน้อยในอนาคตอย่างไร ไปดูกัน

 

สเต็มเซลล์คืออะไร

สเต็มเซลล์ คือเซลล์ที่มีความมหัศจรรย์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปเป็นเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้ ทำให้เมื่อมีอาการเจ็บป่วย เซลล์ถูกทำลายหรือมีความเสื่อมสภาพ จากอาการต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น สเต็มเซลล์จะเข้ามาทดแทนเซลล์ที่สูญเสียหรือถูกทำลายจากโรคร้ายและความเสื่อมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้กลับมาทำหน้าที่ภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดิม 
ซึ่งนั่นก็ทำให้การเก็บสเต็มเซลล์ทารกจึงเปรียบเสมือนเป็นเซลล์มหัศจรรย์ที่เป็นหลักประกันทางสุขภาพในอนาคตให้กับลูกน้อยได้นั่นเอง

ประโยชน์ของการเก็บสเต็มเซลล์

การเก็บสเต็มเซลล์ทารกหลังจากการคลอดบุตรเพื่อเป็นหลักประกันทางสุขภาพให้ตัวลูกน้อยเองนั้นมีประโยชน์ที่แตกต่างกันไปตามแหล่งต้นกำเนิดที่จัดเก็บ ดังนี้

สเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือ Cord Blood (CB)

เป็นแหล่งรวมสเต็มเซลล์ที่สามารถฟื้นฟูโรคได้มากถึง 85 โรค จากกลุ่มโรค ซึ่งมักจะเป็นการฟื้นฟูเซลล์เม็ดเลือดและระดับภูมิคุ้มกันที่ถูกทำลาย 

โดยสเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือ Cord Blood (CB) ถูกศึกษาและนำไปฟื้นฟูโรคต่าง ๆ เหล่านี้

  •  กลุ่มโรคมะเร็งเม็ดเลือดทุกชนิด
  •  กลุ่มโรคไขกระดูกผิดปกติ
  •  กลุ่มโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  •  กลุ่มโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของการสร้างเม็ดเลือดแดง
  •  กลุ่มโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบเผาผลาญอาหาร

 

สเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อสายสะดือ Cord Tissue (CT)

เป็นแหล่งสเต็มเซลล์ที่มักถูกนำมาใช้ฟื้นฟูโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมต่าง ๆ เพราะสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อสายสะดือ Cord Tissue (CT) สามารถแบ่งเซลล์และพัฒนาไปเป็นเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย เช่น เซลล์ไขมัน กระดูกอ่อน และกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งมีการศึกษาและวิจัยในการเก็บสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อสายสะดือ Cord Tissue (CT) ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาโรคต่างๆ ดังนี้

  • โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Cardiac Arrhythmia)
  • โรคข้อเข่าอักเสบ (Osteoarthritis)
  • โรคหลอดเลือดขาอุดตัน (Critical Limb Ischemia)
  • ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Respiratory Distress Syndrome)
  • ภาวะสเต็มเซลล์ของผู้ให้ต่อต้านร่างกายผู้ป่วยภายหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ (Graft Versus Host Disease)
  • โรคลำไส้อักเสบโครนส์ (Crohn’s Disease)
  • โรคเบาหวาน (Diabetes)
  • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Multiple Sclerosis)

 

สเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อหุ้มรก Amnion Tissue (AT)

เป็นแหล่งสเต็มเซลล์ที่มีความสามารถในการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์กระดูก กระดูกอ่อน ไขมัน เซลล์ตับ ไต และหัวใจ รวมไปถึงเซลล์ระบบประสาทและสมอง 

ซึ่งมีการศึกษาพบว่าการจัดเก็บสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อหุ้มรก Amnion Tissue (AT) จะส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อการใช้รักษาโรคทางระบบประสาทและสมอง เช่น

  • โรคอัมพาต
  • การบาดเจ็บที่คอและไขสันหลัง
  • โรคพาร์กินสัน
  • โรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น

 

จะได้เห็นว่าการเก็บสเต็มเซลล์ทารกเป็นสิ่งที่ช่วยฟื้นฟูโรคร้ายและอาการต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อยในอนาคต โดยการเก็บ Stem Cell ทารกนั้นจะต้องทำการเก็บสเต็มเซลล์หลังจากการคลอดบุตรทันทีเพื่อให้ได้เซลล์ที่มีความบริสุทธิ์ นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรวางแผนเพื่อสุขภาพของลูกน้อยในอนาคต ซึ่งหากคุณแม่สนใจวางแผนจัดเก็บสเต็มเซลล์ สามารถติดต่อเข้ามาที่ Cryoviva ได้เลย เราพร้อมให้คำแนะนำเพื่อวางแผนการจัดเก็บสเต็มเซลล์ทารกและนำสเต็มเซลล์ไปใช้ได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด

 

ศึกษาข้อมูลสเต็มเซลล์ได้ต่อที่นี่

คลิกที่นี่

 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

แหล่งรวมไขมันดี! บำรุงเจ้าตัวน้อยสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

  Cryoviva ขอแนะนำ แหล่งรวมไขมันดี เพื่อบำรุงสุขภา […]

0 comments

5 วิธีเพิ่ม IQ ให้ลูกน้อยในครรภ์

5 วิธีเพิ่ม IQ ให้ลูกน้อยในครรภ์ รู้หรือไม่ว่า IQ ของลู […]

0 comments

See other

“ไครโอวิวา ธนาคารจัดเก็บสเต็มเซลล์
ผู้นำนวัตกรรมมาตรฐานระดับสากล
อยู่เคียงข้างคุณภาพชีวิตของทุกคนในครอบครัว”

ติดต่อผู้เชี่ยวชาญและรับสิทธิพิเศษจากไครโอวิวา



    มีความสนใจบริการด้านไหนของไครโอวิวาเป็นพิเศษหรือไม่?

    This site is registered on wpml.org as a development site. Switch to a production site key to remove this banner.