Medical Blog

มีบุตรยากไม่ใช่ประเด็นกับ 20 ข้อที่คุณแม่ควรรู้

มีบุตรยากไม่ใช่ประเด็น

สำหรับผู้มีบุตรยากการทำเด็กหลอดแก้วหนึ่งในทางเลือก

 

สำหรับผู้ที่มีบุตรยาก หรืออยู่ในภาวะมีบุตรยาก การทำเด็กหลอดแก้วเป็นหนึ่งในวิธีการที่ช่วยให้สามารถที่จะมีบุตรได้ ซึ่งการทำเด็กหลอดแก้ว คือการเพิ่มโอกาสการมีบุตรด้วยเทคโนโลยีการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย และก่อนที่จะทำเด็กหลอดแก้ว แน่นอนว่าคู่สามีภรรยาหรือผู้ที่มีภาวะการมีบุตรยากจะต้องมีการเตรียมตัวก่อนทำเด็กหลอดแก้ว โดยขั้นตอนแรกของการการทำเด็กหลอดแก้ว คือต้องไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและตรวจวินิจฉัยประเมินความเสี่ยง หรือโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการทำ รวมถึงการประเมินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

 

เนื่องจากในการทำเด็กหลอดแก้วแพทย์จะต้องนำไข่และอสุจิมาผสมกัน โดยจะต้องเป็นไข่และอสุจิที่แข็งแรงจากคู่สามีภรรยา ซึ่งเมื่อนำไข่และอสุจิมาผสมกันนอกห้องปฏิบัติการจนกลายเป็นตัวอ่อนในระยะที่เหมาะสมแล้ว ก็จะนำตัวอ่อนนั้นกลับเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิงจากนั้นรอระยะเวลาเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์

 

การเตรียมตัวสำหรับผู้อยู่ในภาวะมีบุตรยาก “ช่วงก่อนตั้งครรภ์”

 

สำหรับผู้ที่มีบุตรยากหรือคู่สามีภรรยาที่ได้เข้าพบแพทย์เพื่อประเมินในด้านต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว วันนี้ “พญ.เพียงไพลิน วรดิถี – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์จากศูนย์การแพทย์เพื่อการมีบุตร SAFE Fertility Center” มาพร้อมคำแนะนำดี ๆ ที่จำเป็นในการเตรียมตัวก่อนทำเด็กหลอดแก้ว

 

โดยวิธีเตรียมตัวทำเด็กหลอดแก้วในช่วงก่อนตั้งครรภ์มีอะไรบ้าง? คุณแม่หลาย ๆ คน อาจจะยังไม่ได้ทราบถึงรายละเอียดในส่วนนี้มากนัก แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการทำร่างกายให้แข็งแรงอยู่ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตั้งครรภ์ ซึ่งหากดูแลร่างกายอย่างถูกวิธีโอกาสเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับครรภ์ก็จะน้อยลงไปด้วย ในช่วงตั้งครรภ์จะมีสิ่งไหนที่ควรรู้บ้าง ไปพบกับสิ่งที่ควรรู้ช่วงก่อนตั้งครรภ์ในการทำเด็กหลอดแก้วผ่านบทความนี้กันได้เลย

 

1. กินดี นอนดี หมั่นออกกำลังกาย สำคัญอย่างยิ่ง

 

ควรให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนโดยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นโปรตีนเป็นหลัก รับประทานแต่พอดี ไม่ควรควบคุมอาหาร ไม่ควรรับประทานน้อยจนเกินไป หรือตั้งใจลดน้ำหนักจนน้ำหนักน้อยเกิน (BMI < 18 kg/m2) รวมถึงไม่ควรทำให้น้ำหนักลดเร็วเกินไป (ลดมากกว่า 5% ของน้ำหนักตัวเดิม ภายในระยะเวลาน้อยกว่า 6 เดือน) ในทางกลับกันก็ไม่ควรรับประทานอาหารมากเกินไป โดยเฉพาะอาหารประเภทที่มีไขมันสูงและคอเลสเตอรอลสูงที่ส่งผลให้น้ำหนักขึ้นเร็ว น้ำหนักเกินหรืออ้วน เพราะน้ำหนักตัวที่ผิดปกติเหล่านี้จะส่งผลต่อระบบฮอร์โมนในร่างกาย นำมาซึ่งอาการประจำเดือนผิดปกติ การตกไข่ผิดปกติ และอาจทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากตามมาได้

 

ควรนอนพักผ่อนให้ตรงเวลา ไม่นอนดึกจนเกินไป และนอนพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้ระบบฮอร์โมนในร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติแบบที่ควรจะเป็น ทั้งยังส่งผลให้การตกไข่ในแต่ละรอบเดือนสม่ำเสมอ

 

ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 30-40 นาที โดยที่ไม่หักโหมออกกำลังมากเกินพอดี เพราะหากเกินพอดีจะส่งผลให้มีอาการประจำเดือนผิดปกติ การตกไข่ผิดปกติ และเกิดภาวะมีลูกยากตามมาได้เช่นกัน โดยเฉพาะคนไข้กลุ่มที่มีภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมีส่วนช่วยในการรักษาเป็นอย่างมาก

 

โดยพฤติกรรมการกิน การนอน และการออกกำลังกายที่ดีเหล่านี้ ควรทำอย่างน้อย 1-3 เดือน ก่อนเริ่มการทำเด็กหลอดแก้วและควรทำต่อเนื่องไปจนกว่าจะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก

 

2. รับประทานวิตามินที่ช่วยชะลอวัย (ของไข่)

 

ในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป อายุน้อยกว่า 35 ปี หรืออยู่ในภาวะการมีบุตรยากแต่มีภาวะไข่น้อย, รังไข่เสื่อมก่อนวัย ตัวแปรสำคัญนอกจากความเสื่อมตามอายุแล้ว ยังมีสาเหตุมาจาก Oxidative Stress หรือความเครียดของเซลล์ที่เกิดจากสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อการทำเด็กหลอดแก้วด้วยเช่นกัน

 

ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการรับประทานวิตามินที่ช่วยฟื้นฟูคุณภาพของเซลล์ไข่ โดยการเน้นรับประทานวิตามินกลุ่ม Antioxidants หรือวิตามินกลุ่มต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งควรรับประทานต่อเนื่องอย่างน้อย 1-3 เดือน เพื่อเตรียมตัวก่อนทำเด็กหลอดแก้ว

 

วิตามินและขนาดของวิตามินที่แนะนำ

 

  1. Folic Acid 400 mcg – 4 mg ต่อวัน
  2. COQ10 300-600 mg (Ubiquinone) หรือ 100-200 mg (Ubiquinol) ต่อวัน
  3. Astaxanthin 6-12 mg ต่อวัน
  4. Vitamin E 400-600 IU ต่อวัน
  5. Fish Oil 1000 mg ต่อวัน

 

3. คลายเครียด/ลดวิตกกังวลก็สำคัญ หาที่พึ่งทางใจ สายมูเตลูต้องมา

 

ระหว่างเตรียมตัวรักษาภาวะมีบุตรยาก เพื่อคุณภาพที่ดีที่สุดของเซลล์ไข่ นอกจากสุขภาพร่างกายแล้ว สุขภาพจิตก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน เมื่อเริ่มรักษาด้วยเด็กหลอดแก้ว แน่นอนว่าความคาดหวังมักมาพร้อมกับความเครียด ความวิตกกังวล ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อผลของการรักษาได้

 

โดยวิธีการคลายเครียด ลดความกังวล นอกจากดูหนัง ฟังเพลง กินของหวาน และช็อปปิ้งแล้ว หมออยากแนะนำให้หาที่พึ่งทางใจ ถึงแม้การรักษามีบุตรยากจะพึ่งพาวิทยาศาสตร์เป็นหลักก็จริง แต่สายมูก็มีส่วนช่วยทางด้านจิตใจไม่น้อย ถือว่ามีแต่ผลดีไม่มีผลเสียต่อผลการรักษา ของแบบนี้ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่

 

9 สถานที่ขอบุตรที่โด่งดังและแนะนำสำหรับว่าที่คุณแม่สายมู มีดังนี้

 

  1. ศาลพระพรหมเอราวัณ แยกราชประสงค์ กรุงเทพมหานคร
  2. ศาลเจ้าพ่อเสือ เสาชิงช้า กรุงเทพมหานคร
  3. วัดโพธิ์ ท่าเตียน กรุงเทพมหานคร
  4. วัดหลวงพ่อโสธร ฉะเชิงเทรา
  5. วัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) เยาวราช
  6. วัดพระธาตุดอยคำ หลวงพ่อทันใจ เชียงใหม่
  7. เจ้าแม่กวนอิม วัดเจ้าแม่กวนอิม อ่าวรีพัลส์ เบย์ ฮ่องกง
  8. พระสังกัจจายน์ วัดหลิงซาน เจียงซู ประเทศจีน
  9. หลวงพ่อไดบุทสึ วัดคามาคุระ ประเทศญี่ปุ่น

 

4. งดแอลกอฮอล์/นิโคติน/ยารักษาสิวเรตินอยด์/กัญชา ลดคาเฟอีน

 

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด สารนิโคตินในบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงยารักษาสิวที่มีส่วนผสมของเรตินอยด์ และกัญชา มีรายงานว่าทำให้ผู้หญิงทึ่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์เสี่ยงต่อการแท้งมากขึ้น ทั้งยังส่งผลให้ทารกพิการในครรภ์ คลอดก่อนกำหนด หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตในครรภ์ได้ ซึ่งแนะนำให้งดสิ่งเหล่านี้ในช่วงเตรียมตัวสำหรับการทำเด็กหลอดแก้วอย่างน้อย 3-6 เดือน และงดไปตลอดช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

 

หากดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเกิน 250 มิลลิกรัมต่อวันจะทำให้มีบุตรยากเพิ่มขึ้น หากตั้งครรภ์แล้วจะเสี่ยงต่อการแท้งมากขึ้น แนะนำว่าระหว่างเตรียมตัวก่อนทำเด็กหลอดแก้ว เตรียมตัวตั้งครรภ์หรือระหว่างรักษามีบุตรยากตลอดไปจนถึงช่วงตั้งครรภ์ สามารถดื่มได้ แต่ไม่ควรมากเกินไป

 

ตัวอย่างเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและปริมาณคาเฟอีน

 

  1. เอสเปรสโซ่ 1 ช็อต 30 ซีซี มีคาเฟอีนประมาณ 80 mg
  2. เครื่องดื่มชูกำลัง 150 ซีซี มีคาเฟอีนประมาณ 50 mg
  3. ชาเขียว/มัจฉะ 245 ซีซี มีคาเฟอีนประมาณ 30-50 mg
  4. ชานมไข่มุก 400 ซีซี มีคาเฟอีนประมาณ 130 mg
  5. น้ำอัดลม 30 ซีซี มีคาเฟอีนประมาณ 30-40 mg
  6. โกโก้ 245 ซีซี มีคาเฟอีนประมาณ 5-10 mg

 

5. ควรรู้ว่าเวลาไหนควรงดเพศสัมพันธ์ เวลาไหนสามารถมีได้

 

ระหว่างฉีดยากระตุ้นไข่เพื่อการทำเด็กหลอดแก้วสามารถที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ หากไม่มีอาการปวดท้อง หรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ แต่ควรงดเพศสัมพันธ์ก่อนการเก็บไข่ประมาณ 3 วัน และหลังเก็บไข่ประมาณ 5-7 วัน เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานจากการเก็บไข่

 

ระหว่างเตรียมย้ายตัวอ่อนที่ได้จากการทำเด็กหลอดแก้ว สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้จนถึงช่วง 5 วัน ก่อนการย้ายตัวอ่อนที่แพทย์ส่วนใหญ่มักจ่ายยาฮอร์โมนชนิดสอดทางช่องคลอด เพื่อให้ยาดูดซึมและออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

หลังจากย้ายตัวอ่อนแล้ว แนะนำว่าควรงดเพศสัมพันธ์ไปอย่างน้อยจนกว่าจะมีอายุครรภ์ประมาณ 8-10 สัปดาห์ โดยที่ต้องไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ภาวะแท้งคุกคาม หรือมีเลือดออกจากช่องคลอด เป็นต้น

 

6.ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอาง/ครีมทาผิว/น้ำหอม/น้ำยาทาเล็บ

 

สำหรับผู้ที่กำลังมีการเตรียมตัวตั้งครรภ์จากการมีบุตรยากหรือไม่ก็ตาม ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีทุกชนิด เช่น เครื่องสำอาง โลชั่น ครีมทาผิว สเปรย์ฉีดผม และน้ำยาทาเล็บ ในวันเก็บไข่และวันย้ายตัวอ่อน เนื่องจากสารเคมีเหล่านี้อาจจะส่งผลเสียต่อเซลล์ไข่และตัวอ่อนจากการทำเด็กหลอดแก้วได้ ซึ่งจะมีความเซนซิทีฟต่อสารเคมีเหล่านี้เป็นพิเศษ

 

ในระหว่างที่กำลังฉีดยากระตุ้นไข่เพื่อทำเด็กหลอดแก้ว สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ตามปกติ แต่ระหว่างเตรียมตัวย้ายตัวอ่อนหรือหลังย้ายตัวอ่อน แนะนำว่าสามารถใช้ได้แต่ต้องเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก, ผลิตภัณฑ์สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ หรือผลิตภัณฑ์ Organic เพื่อความปลอดภัยดีกว่า

 

7. Botox, Filler, Laser และสีผม ทำได้แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

 

เพราะผู้หญิงกับความสวยถือเป็นของคู่กัน ดังนั้นในระหว่างการกระตุ้นไข่เพื่อทำเด็กหลอดแก้วและระหว่างเตรียมผนังมดลูกรอย้ายต้วอ่อน สามารถทำได้ตามปกติ เพราะยังไม่มีรายงานว่าส่งผลเสียต่อเซลล์ไข่และตัวอ่อน

 

แนะนำว่าควรงดการฉีด Botox (โบท็อกซ์), Filler (ฟิลเลอร์) และงดการทำ Laser (เลเซอร์) ต่าง ๆ  ส่วนการทำสีผมสามารถทำได้หากเป็นผลิตภัณฑ์ Organic ไร้สารเคมี หลังย้ายตัวอ่อนและตลอดช่วงตั้งครรภ์

 

8. ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นช่วงกระตุ้นไข่ หรือเตรียมผนังมดลูก

 

ช่วงกระตุ้นไข่แนะนำให้ฉีดยากระตุ้นไข่ให้ตรงเวลา เวลาเดียวกันทุก ๆ วัน บวกลบได้ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมง แต่ยาฉีดเหนี่ยวนำไข่ตกไม่สามารถเลื่อนบวกลบเวลาฉีดเองได้ เนื่องจากแพทย์จะสั่งกำหนดเวลาฉีดอย่างเคร่งครัดชัดเจน ควรฉีดให้ตรงเวลาที่ระบุไว้ (ส่วนใหญ่จะฉีดประมาณ 36 ชั่วโมงก่อนการเก็บไข่) เพราะมีผลต่อเซลล์ไข่ที่เก็บได้เป็นอย่างมาก

 

นอกจากนี้แพทย์จะมีการจ่ายยาฮอร์โมนในช่วงเตรียมผนังมดลูก อาจจะมีทั้งชนิดกิน ทาผิวหนัง ชนิดแผ่นแปะผิวหนัง และสอดช่องคลอด ซึ่งควรใช้ให้ถูกวิธีและใช้ให้ตรงเวลาอย่างเคร่งครัด เนื่องจากมีผลต่อความหนาของผนังมดลูก ต้องมีการใช้ยาต่อเนื่องหลังย้ายตัวอ่อนไปจนถึงอายุครรภ์ 10-12 สัปดาห์ เพราะมีความสำคัญต่อการฝังตัวของต้วอ่อน และป้องกันการแท้งในไตรมาสแรกได้

 

9. ตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก่อนย้ายกลับโพรงมดลูก (PGT-A) คือเคล็ดลับความสำเร็จ

 

การตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อนก่อนย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก หรือ Pre-implantation genetic screening (PGS) หรือ Pre-implantation genetic testing for aneuploidy (PGT-A) เป็นการตรวจการเกินผิดปกติ (G=Gain) หรือขาดผิดปกติ (L=Loss) ของโครโมโซมร่างกายคู่ที่ 1 ถึงคู่ที่ 22 (22คู่) และโครโมโซมเพศ X และ Y (1คู่) รวมทั้งหมด 23 คู่

 

การย้ายตัวอ่อนที่ผลตรวจ PGS หรือ PGT-A ปกติเข้าสู่โพรงมดลูกหลังจากจากการทำเด็กหลอดแก้ว ทำให้อัตราการตั้งครรภ์และอัตราการคลอดสูงขึ้น รวมไปถึงอัตราการแท้งต่ำลงในทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 37-38 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่างความผิดปกติที่เกิดจากโครโมโซม เช่น ดาวน์ซินโดรม หรือโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 ข้าง เป็นต้น

 

10. จริงไหม? ที่หลังย้ายตัวอ่อนต้องงดเดิน ให้นอนพักบนเตียง

 

มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการนอนพักบนเตียง (Bed Rest) และลุกขึ้นเดินทันที (Early Ambulation) หลังย้ายตัวอ่อนจากการทำเด็กหลอดแก้ว พบว่าอัตราการตั้งครรภ์ไม่แตกต่างกัน ดังนั้น แนะนำว่าไม่ควรนอน กิน หรือปัสสาวะอุจจาระใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่บนเตียง เพราะในความเป็นจริงแล้วสามารถที่จะเดินและทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน อย่าง การอาบน้ำ เข้าห้องน้ำ ทานข้าว ได้ตามปกติ เพียงแต่ในช่วง 3-5 วันแรก หลังย้ายตัวอ่อนแล้วถือเป็นช่วงที่ตัวอ่อนกำลังเกิดกระบวนการฝังตัว อาจลดกิจกรรมที่ต้องใช้แรง ไม่ออกกำลังกาย ไม่ยกของหนัก และไม่เดินมากเกินไป

 

มีลูกยากกับคำแนะนำ “ช่วงตั้งครรภ์”

 

หลังจากที่ได้อ่านเกี่ยวกับการเตรียมตัวสำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะการมีบุตรยากก่อนการทำเด็กหลอดแก้ว หากกำลังอยู่ในช่วงตั่งครรภ์ ควรระมัดระวังสิ่งใดเป็นพิเศษ หรือมีข้อควรรู้อะไรบ้าง หมอขอแนะนำสิ่งที่ควรรู้ในช่วงตั้งครรภ์นี้เพิ่มเติม ซึ่งจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมในช่วงตั้งครรภ์อย่างไรบ้าง สามารถอ่านเพิ่มเติมต่อได้ที่ด้านล่างนี้

 

1. วิตามินที่รับประทานตอนกระตุ้นไข่/ย้ายตัวอ่อน กินต่อตอนตั้งครรภ์ได้ไหม?

 

วิตามินที่รับประทานตอนเตรียมตัวตั้งครรภ์สำหรับผู้ที่มีลูกยากจากการทำเด็กหลอดแก้ว ตัวที่แนะนำให้กินต่อไปตลอดช่วงตั้งครรภ์ นั่นก็คือ Folic Acid ขนาด 400 mcg-4,000 mcg (4 mg) เพราะมีความจำเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาของระบบประสาทและไขสันหลังของทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก (12 สัปดาห์แรก)

 

หลังจากอายุครรภ์ 12 สัปดาห์เป็นต้นไป นอกจาก Folic Acid แพทย์จะจ่ายวิตามินรวมให้รับประทาน ซึ่งมีสารอาหารที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบต่าง ๆ ของร่างกายทารก เช่น ธาตุเหล็ก ไอโอดีน แคลเซียม วิตามินเอบีซีดี และซิงค์ เป็นต้น

 

สำหรับน้ำมันปลา (Fish Oil) นั้น หลาย ๆ คน มักเข้าใจกันว่าการรับประทานในช่วงตอนตั้งครรภ์ อาจช่วยพัฒนาสมองและการเรียนรู้ของทารกได้ แต่ก็มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เมื่อไม่นานมานี้ พูดถึงกรณีนี้ว่า น้ำมันปลาไม่ได้ทำให้ทารกในครรภ์ฉลาดขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นอันตรายหรือส่งผลเสีย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์จะกินน้ำมันปลาในรูปแบบของอาหารเสริม เนื่องจากกินอาหารได้ไม่ครบหมู่ ไม่ได้กินปลาเป็นประจำ กินปลาได้น้อย มีสุขภาพไม่แข็งแรง หรือแพ้ท้องคลื่นไส้ ก็ยังถือว่ามีประโยชน์ต่อตัวคุณแม่ตั้งครรภ์เองมากกว่าการไม่กินอยู่ดี แม้น้ำมันปลาจะไม่มีอันตรายต่อคนท้อง แต่เพื่อความปลอดภัยในช่วง 12 สัปดาห์แรกที่เป็นช่วงตัวอ่อนกำลังสร้างอวัยวะ หมอขอแนะนำว่าให้คุณแม่หยุดกินน้ำมันปลาก่อน แล้วค่อยกลับมากินหลังจากพ้นไตรมาสแรกไปแล้ว และให้หยุดกินอีกครั้งในช่วงประมาณ 4 สัปดาห์ก่อนคลอด เนื่องจากอาจทำให้มีปัญหาเรื่องการแข็งตัวของเลือดได้

 

2. ความสำคัญของยาฮอร์โมนที่แพทย์สั่งให้ใช้ และควรใช้ต่อจนถึงอายุครรภ์ 12 สัปดาห์อย่างเคร่งครัด

 

ผู้ที่มีบุตรยากควรให้ความสำคัญกับคำแนะนำของแพทย์ โดยฮอร์โมนที่แพทย์ให้ใช้ช่วงที่เตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกจากการทำเด็กหลอดแก้ว นอกจากจะมีความสำคัญต่อความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกแล้ว ยังมีผลต่ออัตราการฝังตัวของตัวอ่อนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในคนที่ย้ายตัวอ่อนรอบใช้ยา (Artificial Cycle) ที่ฮอร์โมนไม่ได้สร้างมาจากรังไข่เอง หรือแม้แต่คนที่ย้ายตัวอ่อนรอบธรรมชาติ (Natural Cycle) ที่ฮอร์โมนจะสร้างมาจากรังไข่เองก็ตาม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะ Luteal Phase Defect (LPD) หรือภาวะที่รังไข่สร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ได้ไม่ดี ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการแท้งได้ แพทย์จึงมักจะจ่ายยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนไปควบคู่กับธรรมชาติด้วยเช่นกัน

 

หากตั้งครรภ์จากการทำเด็กหลอดแก้วแล้ว หลังจากอายุครรภ์ประมาณ 12 สัปดาห์ รกจึงจะสามารถสร้างฮอร์โมนได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยฮอร์โมนช่วยในการฝังตัวจากยาที่แพทย์สั่งให้ใช้อีก ดังนั้นจึงควรใช้ยาฮอร์โมนตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดจนกว่าจะถึงอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการแท้งที่อาจเกิดขึ้น

 

3. ขับรถ/เดินทางไกล/ท่องเที่ยว/ออกกำลังกาย/เพศสัมพันธ์ ระะหว่างตั้งครรภ์จากการทำเด็กหลอดแก้ว

 

หลายคนมีความเชื่อว่าเมื่อตั้งครรภ์จากการทำเด็กหลอดแก้ว ตัวอ่อนจะหลุดง่ายกว่าปกติ แค่เพียงเดินมากเกินไปหน่อยก็ทำให้หลุดได้ แต่จริง ๆ แล้ว ตัวอ่อนไม่ได้หลุดง่าย หรือแท้งง่ายขนาดนั้น หากใช้ฮอร์โมนตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดก็ไม่แตกต่างจากการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติปกติทั่วไ ซึ่งตั้งแต่ไตรมาสแรกหากคุณแม่ไม่ได้มีภาวะแทรกซ้อนตามที่แพทย์สั่งห้าม เช่น เลือดออกจากช่องคลอดจากภาวะแท้งคุกคาม เป็นต้น ก็สามารถที่จะนั่งรถ ขับรถ เดินทางไกลด้วยรถยนต์ หรือเดินทางไกลด้วยเครื่องบินได้ตามปกติ

 

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการนอนพักบนเตียง และลุกขึ้นเดินทันทีหลังย้ายตัวอ่อน พบว่าอัตราการตั้งครรภ์ไม่ได้มีความแตกต่างกัน การเดินและทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐานต่าง ๆ สามารถทำได้ตามปกติ แต่ในช่วง 3-5 วันแรกหลังย้ายตัวอ่อนไม่ควรใช้แรงมากเกินไปและไม่ควรเดินมากเกินไป ทั้งยังไม่ควรยกของหนัก เพราะตัวอ่อนจะเริ่มกระบวนการฝังตัวตั้งแต่วันแรกที่ย้าย และใช้เวลาฝังตัวประมาณ 3-5 วัน

 

แนะนำให้งดเพศสัมพันธ์ประมาณ 8 สัปดาห์หลังย้ายตัวอ่อน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของฮอร์โมนชนิดสอดช่องคลอด และเพื่อเฝ้าระวังการติดเชื้อบริเวณช่องคลอด รวมถึงเพื่อสังเกตอาการเรื่องเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด หลังจากนั้นสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่แพทย์สั่งห้ามได้ตลอดจนถึง 1 เดือนก่อนคลอด

 

แนะนำให้งดการออกกำลังกายในไตรมาสแรก โดยสามารถออกกำลังกายได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ไปจนถึงช่วง 1 เดือนก่อนคลอด ภายใต้การแนะนำและการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งควรเลือกชนิดของการออกกำลังกายที่ไม่กระทบกระเทือนกับครรภ์ และงดออกกำลังกายเมื่อมีภาวะแทรกซ้อนที่แพทย์สั่งห้ามออกกำลัง

 

4. ควรตรวจ NIPT คัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์จากเลือดมารดาซ้ำที่อายุครรภ์ 10-12 สัปดาห์ทุกราย แม้จะตรวจ PGT-A แล้วก็ตาม

 

สมาคมการตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรมในตัวอ่อนนานาชาติ หรือ Preimplantation Genetic Diagnosis International Society (PGDIS) มีข้อแนะนำที่ตีพิมพ์ในปี 2021 ว่า แม้ผู้ที่มีบุตรยากจะมีการเตรียมตัวก่อนทำเด็กหลอดแก้ว โดยการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมในตัวอ่อนก่อนย้ายเข้าโพรงมดลูก (PGT-A) แล้วก็ตาม แต่หมอขอแนะนำให้ตรวจ Non-invasive prenatal testing (NIPT) หรือการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์จากเลือดมารดาซ้ำอีกครั้งที่อายุครรภ์ 10-12 สัปดาห์ทุกราย เนื่องการตรวจ PGT-A เป็นการตรวจโครโมโซมจากส่วน Trophectoderm ของ Blastocyst ซึ่งจะเจริญต่อไปเป็นรกไม่ใช่ส่วนของทารก อาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ ผลโครโมโซมของทารกในครรภ์ (NIPT) อาจไม่ตรงกันกับผลตรวจ PGT-A ก่อนย้ายตัวอ่อนได้ หากการตรวจ NIPT ซ้ำแล้วได้ผลลัพธ์เช่นเดิมก็จะช่วยทำให้มั่นใจยิ่งขึ้นว่าผลโครโมโซมจากการตรวจคัดกรองมีความถูกต้องแม่นยำเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องไปตรวจวินิจฉัยจากการเจาะน้ำคร่ำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการแท้งจากการทำเด็กหลอดแก้วได้

 

5. ควรตรวจอัลตราซาวด์ดูความผิดปกติทางร่างกายของทารกในครรภ์ เมื่ออายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์

 

เนื่องจากความผิดปกติทางโครงสร้างร่างกายบางอย่างไม่ได้เกิดจากโครโมโซม ถึงแม้ว่าในการทำเด็กหลอดแก้วจะตรวจโครโมโซมแล้วปกติดี ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีโอกาสเกิดความผิดปกติของโครงสร้างร่างกายทารกในครรภ์ เช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่ นิ้วเกิน ผนังกั้นห้องหัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจรั่ว ถุงน้ำในกรวยไต กระเพาะ หรือลำไส้อุดตัน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้ แต่มักจะพบความผิดปกติเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่าที่จะเกิดพร้อมกันหลาย ๆ อย่าง ดังนั้นแนะนำว่าควรตรวจอัลตราซาวด์ดูความผิดปกติทางร่างกายของทารกในครรภ์ที่อายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะพัฒนาค่อนข้างสมบูรณ์เพียงพอที่จะสามารถตรวจพบได้ และควรตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์เท่านั้น จึงจะสามารถเชื่อถือผลลัพธ์นั้นได้

 

6. พบแพทย์ฝากครรภ์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

 

สำหรับผู้ที่มีบุตรยากการไปพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอหลังการทำเด็กหลอดแก้วมีความสำคัญหลายอย่าง เช่น…

 

  1. เพื่อให้แพทย์ได้ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นอาการปกติของคนตั้งครรภ์ หรืออาการผิดปกติที่ไม่ควรเกิด ซึ่งแพทย์จะได้แนะนำอาการที่ต้องสังเกต อาการที่ต้องมาพบแพทย์อย่างเร่งด่วนในแต่ละไตรมาสให้กับคุณแม่ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ หากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
  1. เพื่ออัลตราซาวด์ติดตามการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ว่าเป็นไปตามเกณฑ์ของอายุครรภ์นั้น ๆ หรือไม่
  1. เพื่อตรวจคัดกรองภาวะ หรือความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างตั้งครรภ์ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ครรภ์เป็นพิษ รกเกาะต่ำ รกเสื่อม น้ำคร่ำมากหรือน้อยเกินไป รวมถึงการคลอดก่อนกำหนด เป็นต้น
  1. เพื่อรับยาบำรุงครรภ์ที่เหมาะสมในแต่ละไตรมาส
  1. เพื่อตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ และตรวจความผิดปกติทางโครงสร้างของทารกในครรภ์
  1. เพื่อวางแผนการคลอด ไม่ว่าจะเป็นวิธีการคลอด วัน/เวลาคลอด รวมถึงคำแนะนำการเตรียมตัวก่อนและหลังคลอด

 

ดังนั้นำสำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะมีบุตรยากหมอขอแนะนำว่าควรไปฝากครรภ์ทุกครั้งที่แพทย์นัด และปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด เนื่องจากการทำเด็กหลอดแก้วนั้นควรมีความระมัดระวังสูง ซึ่งหากคุณแม่มีข้อสงสัยควรซักถามทันที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกน้อยในครรภ์

 

7. อาการที่ต้องสังเกตและต้องระวังในแต่ละไตรมาส

 

ไตรมาสที่ 1 (1-3เดือน)

การเปลี่ยนแปลงปกติที่จะเกิดขึ้น คือจะเริ่มตั้งแต่ประจำเดือนไม่มาตามที่กำหนด ซึ่งอาจมีเลือดสีชมพูออกทางช่องคลอดเล็กน้อย อ่อนเพลียง่าย ง่วงนอนตลอดวัน เต้านมขยายใหญ่ขึ้น คัดตึงเต้านม อาจมีท้องอืดปวดหน่วงท้องเล็กน้อยเป็น ๆ หาย ๆ อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ น้ำหนักตัวอาจคงที่ หรืออาจเพิ่มขึ้นประมาณ 1-3 กก. (หากไม่มีอาการแพ้ท้อง) รวมถึงในคุณแม่ตั้งครรภ์บางรายที่มีภาวะการมีบุตรยากและได้ทำการเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ด้วยวิธีการทำเด็กหลอดแก้ว อาจน้ำหนักลดได้หากมีอาการแพ้ท้องคลื่นไส้อาเจียน เพราะระดับฮอร์โมนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้กินอาหารได้น้อย

 

อาการผิดปกติที่ควรไปพบแพทย์

 

  1. แพ้ท้องมาก กินน้ำและอาหารได้น้อย อาเจียนทุกอย่างที่กิน อ่อนเพลียมาก ปากแห้ง ตาโหล มีอาการหน้ามืดขณะเปลี่ยนท่าทาง
  2. เลือดออกทางช่องคลอดเป็นสีแดงสด อาจมี/ไม่มีอาการปวดหน่วงท้องน้อยร่วมด้วย
  3. ปวดหน่วงท้องน้อยไม่หาย ปวดมากเกินไปจนต้องกินยา ปวดมากเวลายืดตัว อาจมี/ไม่มีเลือดออกทางช่องคลอดร่วมด้วย
  4. ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ปัสสาวะสีขุ่นกลิ่นฉุน ปวดท้องน้อย
  5. มีอาการอื่น ๆ เช่น ไข้หวัด ปวดหัว หรือท้องเสีย ที่ต้องใช้ยารักษาจึงจะหายได้ ควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์เป็นผู้จ่ายยาที่สามารถใช้ได้ตอนตั้งครรภ์ ไม่ควรซื้อยาเอง เพราะช่วงไตรมาสแรกเป็นช่วงวิกฤตที่ทารกในครรภ์กำลังพัฒนาระบบอวัยวะต่าง ๆ หากใช้ยาผิดอาจทำให้เกิดทารกพิการในครรภ์ได้

 

ไตรมาสที่ 2 (4-6เดือน)

การเปลี่ยนแปลงปกติที่จะเกิด คือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ขนาดของทารกในครรภ์จะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 3-4 เท่า ลักษณะของทารกจะดูคล้ายคนตัวเล็กมากขึ้น ซึ่งเมื่อครรภ์อยู่ในระยะนี้แล้ว ส่วนใหญ่จะรู้สึกสบายกว่าเดิม เพราะอาการอ่อนเพลียง่าย แพ้ท้องจะลดลงจนเกือบกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ถือเป็นระยะที่บ่งบอกได้ว่าการทำเด็กหลอดแก้วสำหรับผู้ที่มีมีบุตรยากนั้นได้ผลที่ดี ซึ่งคุณแม่จะเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกประมาณเดือนที่ 5 และจะรู้สึกถึงแรงดิ้นขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะนี้อาจมีตกขาวเพิ่มขึ้น ปวดท้องน้อยเนื่องจากเอ็นที่ท้องตึงขึ้น โดยเฉพาะเวลาเดิน ทั้งยังส่งผลให้ท้องผูกง่ายขึ้น ท้องอืดหลังกินอาหาร ขาเป็นตะคริวง่าย มีเส้นเลือดขอด ปวดหลังมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามขนาดของครรภ์ เริ่มมีลายคาดสีดำที่กลางท้องน้อยใต้สะดือชัดขึ้น ผิวสีคล้ำขึ้น และมีน้ำหนักขึ้นสัปดาห์ละ 0.5 กิโลกรัม

 

อาการผิดปกติที่ควรไปพบแพทย์

 

  1. ตกขาวมีกลิ่นเหม็น คันช่องคลอด
  2. ท้องผูก ไม่ถ่ายหลายวัน
  3. มีริดสีดวงทวาร ริดสีดวงแตก มีเลือดออกขณะถ่ายอุจจาระ มีเลือดออกทางทวาร
  4. มีอาการกรดไหลย้อน ปวดแสบกระเพาะ ร้อนลามไปที่หน้าอก เรอเปรี้ยว
  5. เลือดออกทางช่องคลอดเป็นสีแดงสด อาจมี/ไม่มีอาการปวดหน่วงท้องน้อยร่วมด้วย
  6. ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ปัสสาวะสีขุ่นกลิ่นฉุน ปวดท้องน้อย

 

ไตรมาสที่ 3 (7-9เดือน)

การเปลี่ยนแปลงปกติที่จะเกิด คือน้ำหนักขึ้นสัปดาห์ละ 0.5 กิโลกรัม รู้สึกลูกดิ้นได้ชัดเจนจนสามารถนับจำนวนครั้งของการดิ้นได้ แพทย์จะนัดฝากครรภ์ถี่ขึ้น และจะตรวจคัดกรองภาวะเบาหวานในคนตั้งครรภ์ ซึ่งจะเป็นอาการที่สามารถพบได้ ทั้งกับคุณแม่ตั้งครรภ์แบบธรรมชาติและคุณแม่ที่ตั้งครรภ์จากการทำเด็กหลอดแก้ว โดยแพทย์จะตรวจปัสสาวะดูน้ำตาลและโปรตีนทุกครั้ง โดยท้องจะใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มหายใจลำบาก เพราะมดลูกที่โตจะมาดันกระบังลมทำให้หายใจได้สั้น ๆ รวมถึงยังทำให้ลุกนั่ง/เดินลำบาก และเหนื่อยง่ายมากขึ้น มีอาการบวมที่ขา/เท้า 2 ข้าง เป็นตะคริวบ่อยขึ้น ท้องผูกง่าย ท้องอืด เรอบ่อย ปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้น นอนหลับพักผ่อนได้ไม่ค่อยเต็มที่ เนื่องจากนอนราบลำบากหรือลูกดิ้นเยอะ เริ่มมีอาการเจ็บครรภ์หลอก (มดลูกบีบตัวเบา ๆ สั้น ๆ เป็นบางครั้งไม่ต่อเนื่องสม่ำเสมอเป็น ๆ หาย ๆ) เมื่อใกล้กำหนดคลอดอาจปวดหน่วงลงช่องคลอดมากขึ้น

 

อาการผิดปกติที่ควรไปพบแพทย์

 

  1. ขาบวมมากขึ้นไม่หาย ปัสสาวะเป็นฟอง ปวดหัว จุกแน่นลิ้นปี่ ตาพร่ามัว ความดันโลหิตสูง (อาการของภาวะครรภ์เป็นพิษ)
  2. มีอาการท้องแข็ง หรือเจ็บครรภ์ทุก 5-10 นาที มีมูกเลือด หรือเลือดสด ๆ ออกทางช่องคลอด มีน้ำเดิน (น้ำใส ๆ คล้ายปัสสาวะราด) ซึ่งเป็นอาการแสดงถึงการเข้าสู่ระยะคลอด
  3. ลูกดิ้นน้อยลง (น้อยกว่า 10 ครั้งต่อวัน)
  4. เลือดออกทางช่องคลอดเป็นสีแดงสด อาจมี/ไม่มีอาการปวดหน่วงท้องน้อยร่วมด้วย

 

8. คลอดเองธรรมชาติ VS ผ่าท้องคลอด

 

คุณแม่หลายคนอาจเคยเชื่อกันว่า หากมีบุตรยากแล้วตั้งครรภ์โดยการทำเด็กหลอดแก้ว  จะต้องผ่าท้องคลอดทุกราย เพราะเชื่อว่าผ่าท้องคลอดปลอดภัยกว่า จริง ๆ แล้ว แม้ว่าคุณจะมีภาวะมีบุตรยาก

อายุมาก หรือตั้งครรภ์โดยการทำเด็กหลอดแก้วก็ตาม สามารถคลอดเองทางช่องคลอดตามธรรมชาติและผ่าท้องคลอดได้ืเช่นกัน ซึ่งอาจเลือกผ่าคลอดได้จากข้อบ่งชี้หลายอย่าง เช่น ปากมดลูกไม่เปิด เด็กอยู่ท่าก้น/ท่าขวาง ครรภ์แฝด ลูกน้ำหนักตัวเยอะ แม่อุ้งเชิงกรานแคบ หัวใจเด็กเต้นผิดปกติในระหว่างรอคลอด เป็นต้น

 

ซึ่งในความเป็นจริงการคลอดเองตามธรรมชาติดีที่สุด เนื่องจากลูกที่เกิดตามช่องทางธรรมชาติจะได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่เพิ่มเติมจากการผ่าท้องคลอด รวมยังมีการฟื้นตัวหลังคลอดไวกว่า น้ำนมออกเร็วกว่า มดลูกยุบตัว/บีบตัวดีกว่า และมีภาวะแทรกซ้อนหลังคลอดน้อยกว่า โดยเฉพาะภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวที่จะส่งผลถึงครรภ์ต่อไป หากผ่าท้องคลอดครรภ์ถัดไปอาจเสี่ยงต่อรกเกาะต่ำมากขึ้น รกเกาะบริเวณแผลผ่าท้องคลอดเดิม ซึ่งอาจเสี่ยงต่อรกเกาะลึกผิดปกติเพิ่มขึ้น

 

ในทางปฏิบัติแล้วปัจจุบันการผ่าท้องคลอดเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในกลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์การทำเด็กหลอดแก้ว เพราะส่วนใหญ่มีอายุมากและกังวลว่าพอถึงระยะคลอดจริงแล้ว อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างรอคลอด คลอดยาก ทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กในครรภ์ได้ อย่างไรก็ตามหมอมีความเห็นว่า ในเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่ผิดหรือถูก 100% การตัดสินใจให้แล้วแต่บุคคล แล้วแต่สถานการณ์ แล้วแต่การพิจารณาของแพทย์เจ้าของไข้ ว่าอย่างไรเหมาะสมกว่า ปลอดภัยกว่า และดีที่สุดสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

 

9. กระเป๋าฉุกเฉินของคุณแม่เตรียมคลอด

 

พอเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 ช่วงเดือนที่ 9 (อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ขึ้นไป) คุณแม่อาจมีอาการเจ็บครรภ์คลอดก่อนถึงกำหนดจริงได้ทุกเมื่อ เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของลูกน้อย คุณแม่และครอบครัวควรจะเตรียมพร้อมไปโรงพยาบาลได้ตลอดเวลา หมอจึงแนะนำให้จัดกระเป๋าเตรียมคลอดฉุกเฉินไว้ล่วงหน้า ต่อไปนี้เป็น Checklists ของใช้ในกระเป๋าที่หมอแนะนำ ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละบ้านได้ตามความต้องการ

 

– บัตรประชาชนของคุณพ่อและคุณแม่

– สมุดฝากครรภ์

– หน้ากากอนามัยสำหรับผู้ใหญ่

– ชุดเด็กตอนกลับบ้าน, ผ้าห่อตัวเด็ก (บางรพ.อาจจะมีให้)

– แพมเพิร์ส

– ทิชชู่เปียกเช็ดก้นเด็ก

– เครื่องปั๊มนม+ขวดนมหรือถุงใส่นม

– ใส่คาร์ซีทในรถ

– กางเกงในคนท้อง

– ชุดชั้นในให้นม/ปั๊มนม

– ผ้าอนามัยแบบกลางคืน

– เสื้อผ้าวันกลับบ้านของแม่

– แผ่นซับน้ำนม

– ครีมกันหัวนมแตก

– กระเป๋าเงิน โทรศัพท์มือถือ กุญแจบ้าน และสายชาร์จแบตมือถือ

– อุปกรณ์อาบน้ำ ผ้าเช็ดตัว (บางรพ.อาจจะมีให้)

– กล่องเก็บ Stem Cells (ถ้ามี, ควรเก็บหรือไม่ มีข้อดีอย่างไรถ้าเก็บ หมอขออธิบายไว้ในข้อถัดไป)

 

10. เก็บ Stem Cells ของลูกตอนคลอดนั้นสำคัญไฉน

 

การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้นในปัจจุบันมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อลูกน้อยของเรา นอกจากการทำเด็กหลอดแก้วสำหรับผู้ที่มีภาวะมีบุตรยากที่สามารถคัดเลือกตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติสมบูรณ์แข็งแรงแล้ว หมออยากแนะนำให้รู้จักกับเทคโนโลยีการเก็บสเต็มเซลล์ (Stem Cells) เพื่อเป็นการวางแผนสำหรับอนาคตของลูกน้อยที่มาจากการทำเด็กหลอดแก้ว

 

ซึ่งสเต็มเซลล์ คือเซลล์ต้นกำเนิดที่มีความสามารถในการแบ่งตัวได้อย่างไม่จำกัดและยังเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้มากมาย เช่น เซลล์ผิวหนัง เซลล์เม็ดเลือด เซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เซลล์กระดูก และเซลล์ไขมัน เพื่อเข้าไปทดแทนเซลล์ที่เสื่อมสภาพไปให้กลับมาทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพดังเดิม ดังนั้นจึงมีการนำสเต็มเซลล์มาวิจัยและพัฒนาจนพบว่าสามารถใช้รักษาโรคที่มีความรุนแรงได้กว่า 85 โรคให้กับลูกน้อย และช่วยฟื้นฟูโรคที่เกิดจากความเสื่อมสภาพของร่างกายให้กับทุกคนในครอบครัว ซึ่งการเก็บสเต็มเซลล์ของลูกหลังคลอดทันที สามารถเก็บได้ 3 ส่วนหลัก ๆ คือ

 

1. เลือดสายสะดือ (cord blood)

 

หลักการคือการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือของลูกจะทำให้ได้เซลล์ที่เข้ากันได้อย่างสมบูรณ์กับตัวลูกเราที่เป็นเจ้าของเลือดนั้นๆเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จในการรักษาโรคโดยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ให้สูงที่สุด นอกจากนี้ยังมีโอกาสถึง 1 ใน 4 ที่จะมีความเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์กับพี่หรือน้องของลูก จึงสามารถนำมาใช้กับพี่หรือน้องได้เช่นกัน โดยปัจจุบันโรคที่สเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือสามารถฟื้นฟูได้มีมากถึง 85 โรค จากกลุ่มโรคต่าง ๆ เหล่านี้

 

*  กลุ่มโรคมะเร็งเม็ดเลือดทุกชนิด

*  กลุ่มโรคไขกระดูกผิดปกติ

*  กลุ่มโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

*  กลุ่มโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของการสร้างเม็ดเลือดแดง

*  กลุ่มโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบเผาผลาญอาหาร

 

2. เนื้อเยื่อสายสะดือ (cord tissue)

 

หลักการคือ สเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อสายสะดือมีคุณสมบัติในการแบ่งเซลล์และพัฒนาไปเป็นเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น เซลล์ไขมัน กระดูกอ่อน และกล้ามเนื้อได้ โดยที่สามารถแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนได้สูงมากและยังสามารถนำไปใช้ได้หลายครั้ง นำไปใช้ได้กับตัวลูกน้อยเองและคนในครอบครัว โดยมักถูกนำมาใช้กับผู้ใหญ่ในการรักษาโรคทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อมของร่างกาย เช่น

 

* โรคข้อเข่าอักเสบ (Osteoarthritis)

* โรคหลอดเลือดขาอุดตัน (Critical Limb Ischemia)

* ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Respiratory Distress Syndrome)

* ภาวะเซลล์ต้นกำเนิดของผู้ให้ต่อต้านร่างกายผู้ป่วยภายหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ (Graft Versus Host Disease)

* โรคลำไส้อักเสบโครนส์ (Crohn’s Disease)

* โรคเบาหวาน (Diabetes)

* โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Multiple Sclerosis)

 

3. เนื้อเยื่อหุ้มรก (amnion tissue)

 

หลักการคือ สเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อหุ้มรก สามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ต่าง ๆ คือ เซลล์กระดูก กระดูกอ่อน และไขมัน  สามารถนำไปใช้ได้กับตัวลูกน้อยเองและคนในครอบครัว โดยมักถูกนำมาใช้กับผู้ใหญ่ในการฟื้นฟูสภาวะเสื่อมของร่างกาย เช่น

 

* โรคอัมพาต

* การบาดเจ็บที่คอและไขสันหลัง

* โรคพาร์กินสัน

* โรคอัลไซเมอร์

* โรคความเสื่อมของกระดูกต่างๆ

ซึ่งเพื่อความปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อลูกน้อยของเราในอนาคต คุณแม่ยุคใหม่ควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเก็บสเต็มเซลล์นี้ให้มากขึ้น นอกจากนี้หมอหวังว่า บทความการทำเด็กหลอดแก้วสำหรับผู้ที่มีภาวะมีบุตรยาก หรือมีลูกยากของหมอจะสามารถช่วยทำให้คู่สามีภรรยาที่อยู่ในภาวะการมีบุตรยาก หรือมีบุตรยากและกำลังเตรียมตัวก่อนทำเด็กหลอดแก้วมีความหวังในการมีบุตรได้ โดยคุณแม่สามารถมีการเตรียมตัวก่อนทำเด็กหลอดแก้ว ทั้งช่วงก่อนตั้งครรภ์และช่วงตั้งครรภ์ให้ครรภ์มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้ผ่าน 20 สิ่งที่คุณแม่ยุคใหม่ควรรู้จากการทำเด็กหลอดแก้ว

 

พญ.เพียงไพลิน วรดิถี

 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความเสี่ยงควบคุมได้! หากตรวจโรคทางพันธุกรรมก่อนตั้งครรภ์

เพราะความเสี่ยงควบคุมได้ หากตรวจโรคทางพันธุกรรมก่อนวางแ […]

0 comments

“สเต็มเซลล์เยื่อหุ้มรก” มหัศจรรย์สเต็มเซลล์แห่งการฟื้นฟูสุขภาพ

Cryoviva  ขอชวนคุณมาทำความรู้จักกับ “สเต็มเซลล์เยื่อหุ้ […]

0 comments

See other

“ไครโอวิวา ธนาคารจัดเก็บสเต็มเซลล์
ผู้นำนวัตกรรมมาตรฐานระดับสากล
อยู่เคียงข้างคุณภาพชีวิตของทุกคนในครอบครัว”

ติดต่อผู้เชี่ยวชาญและรับสิทธิพิเศษจากไครโอวิวา



    มีความสนใจบริการด้านไหนของไครโอวิวาเป็นพิเศษหรือไม่?

    This site is registered on wpml.org as a development site. Switch to a production site key to remove this banner.