Lifestyle Blog

น้ำหนักทารกในครรภ์ในแต่ละสัปดาห์ เช็กได้ที่นี่

น้ำหนักทารกในครรภ์ในแต่ละสัปดาห์

น้ำหนักทารกในครรภ์ เรื่องสำคัญที่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรมองข้าม

น้ำหนักทารกในครรภ์ควรอยู่ที่เท่าไหร่..? คุณแม่ตั้งครรภ์หลายท่านมักจะเป็นกังวลกับน้ำหนักของตัวเอง เพราะกลัวว่าน้ำหนักของคุณแม่จะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อลูกน้อย แต่รู้หรือไม่ว่าน้ำหนักเด็กทารกในครรภ์ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะน้ำหนักเด็กในท้องคือสิ่งที่บอกได้ถึงความผิดปกติและความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน

เนื่องจาก Cryoviva เป็นผู้นำนวัตกรรมการเก็บสเต็มเซลล์ที่พร้อมแนะนำสิ่งดี ๆ ให้กับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์และลูกน้อย วันนี้เราจึงมีอีกสิ่งหนึ่งที่อยากแนะนำคุณแม่ทุกท่าน นั่นก็คือเรื่องของ ‘น้ำหนักตัวของทารก’ เพราะน้ำหนักตัวของลูกน้อยในครรภ์นั้นจะแปรผันตามอายุครรภ์ที่เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกับน้ำหนักตัวของคุณแม่ แต่ควรเพิ่มเท่าไหร่ แล้วแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนของความเสี่ยงต่าง ๆ ในบทความนี้เราจะพาคุณแม่ตั้งครรภ์มาทำความเข้าใจในเรื่องนี้กันให้มากยิ่งขึ้น

 

น้ำหนักทารกในครรภ์บอกอะไรเราได้บ้าง..?

การที่คุณแม่รู้ถึงน้ำหนักลูกในครรภ์นั้นนอกจากจะเป็นการบอกว่าลูกน้อยมีน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ในแต่ละสัปดาห์แล้ว ยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ถึงแนวโน้มของความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงทางด้านสุขภาพ และความเสี่ยงที่ลูกน้อยอาจคลอดก่อนกำหนด หรือมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ

 

แล้วน้ำหนักของลูกน้อยสามารถบอกอะไรเราได้บ้าง อะไรคือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นหากลูกน้อยมีน้ำหนักที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ไปดูกัน

น้ำหนักลูกมากกว่าเกณฑ์

คุณแม่หลายท่านอาจมองว่าการที่ลูกน้อยในครรภ์มีน้ำหนักมากและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นแสดงถึงการเจริญเติบโตที่แข็งแรง สมบูรณ์ แต่รู้หรือไม่ว่าการที่ลูกน้อยมีน้ำหนักมากเกินไปนั้นอาจเสี่ยงต่อปัญหาต่าง ๆ มากมายในอนาคต ซึ่งหากน้ำหนักทารกในครรภ์นั้นมากเกินไป อาจเป็นสัญญาณของโรคต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับลูกน้อยในอนาคต ดังนี้

  • โรคเบาหวานในเด็ก
  • โรคอ้วนในเด็ก

นอกจากนี้ การที่ลูกน้อยในครรภ์มีน้ำหนักมากและมีขนาดตัวที่ใหญ่เกินไปอาจส่งผลให้มีความเสี่ยงต่าง ๆ ตามมา ได้แก่

  • ลูกน้อยเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด
  • ลูกน้อยเสี่ยงมีรูปร่างที่ผิดปกติ (จากการบอบช้ำระหว่างคลอด)
  • ลูกน้อยเสี่ยงเสียชีวิตทั้งในครรภ์และหลังคลอด

และน้ำหนักเด็กทารกในครรภ์ที่มากเกินไปยังส่งผลให้คุณแม่ตั้งครรภ์เสี่ยงมีภาวะคลอดยากและมีแนวโน้มที่ต้องทำการผ่าคลอดอีกด้วย 

 

น้ำหนักลูกน้อยกว่าเกณฑ์

ไม่ใช่แค่การที่ลูกน้อยมีน้ำหนักเกินเกณฑ์หรือมากเกินไปที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระวัง หากลูกน้อยในครรภ์มีน้ำหนักที่น้อยเกินไปก็เป็นสัญญาณของความเสี่ยงต่าง ๆ เช่นเดียวกัน เพราะการที่น้ำหนักเด็กในท้องน้อยเกินไปอาจเป็นสัญญาณของสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้

  • ลูกน้อยเสี่ยงมีการติดเชื้อในครรภ์ เช่น เชื้อเริม 
  • ลูกน้อยเสี่ยงมีความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือมีโครโมโซมผิดปกติ 
  • ลูกน้อยเสี่ยงพิการแต่กำเนิด
  • ลูกน้อยเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ 
  • ลูกน้อยอาจมีโรคร้ายต่าง ๆ ตามมาในอนาคตได้ง่าย 

นอกจากนี้การที่น้ำหนักทารกในครรภ์น้อยหรือลูกน้อยมีขนาดตัวที่เล็กเกินไปยังบ่งบอกได้ถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของคุณแม่ เช่น การสูบบุหรี่ ใช้สารเสพติด และอาจเกิดจากปัญหาสุขภาพของคุณแม่ เช่น คุณแม่มีน้ำหนักตัวน้อย มีภาวะโลหิตจาง ป่วยเป็นโรคหัวใจ และมีปัญหาการนำเข้าออกซิเจนจากคุณแม่ไปยังลูกน้อยที่ต่ำเกินไปได้อีกด้วย

 

มาตรฐานของน้ำหนักเด็กทารกในครรภ์ในแต่ละสัปดาห์ 

  • อายุครรภ์ 1-3 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ยังไม่มีน้ำหนัก
  • อายุครรภ์ 4-8 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 1 กรัม
  • อายุครรภ์ 9 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 2 กรัม
  • อายุครรภ์ 10 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 4 กรัม
  • อายุครรภ์ 11 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 7 กรัม
  • อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 14 กรัม
  • อายุครรภ์ 13 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 23 กรัม
  • อายุครรภ์ 14 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 43 กรัม
  • อายุครรภ์ 15 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 70 กรัม
  • อายุครรภ์ 16 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 100 กรัม
  • อายุครรภ์ 17 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 140 กรัม
  • อายุครรภ์ 18 สัปดาห์ : น้ำหนักทารกในครรภ์ควรอยู่ที่ประมาณ 190 กรัม
  • อายุครรภ์ 19 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 240 กรัม
  • อายุครรภ์ 20 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 300 กรัม
  • อายุครรภ์ 21 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 360 กรัม
  • อายุครรภ์ 22 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 430 กรัม
  • อายุครรภ์ 23 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 500 กรัม
  • อายุครรภ์ 24 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 600 กรัม
  • อายุครรภ์ 25 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 660 กรัม
  • อายุครรภ์ 26 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 760 กรัม
  • อายุครรภ์ 27 สัปดาห์ : ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 875 กรัม
  • อายุครรภ์ 28 สัปดาห์ :  ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 1,000 กรัม
  • อายุครรภ์ 29 สัปดาห์ : น้ำหนักลูกในครรภ์ควรอยู่ที่ประมาณ 1,200 กรัม
  • อายุครรภ์ 30 สัปดาห์ :  ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 1,300 กรัม
  • อายุครรภ์ 31 สัปดาห์ :  ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 1,500 กรัม
  • อายุครรภ์ 32 สัปดาห์ :  ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 1,700 กรัม
  • อายุครรภ์ 33 สัปดาห์ :  ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 1,900 กรัม
  • อายุครรภ์ 34 สัปดาห์ :  ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 2,000 กรัม
  • อายุครรภ์ 35 สัปดาห์ :  ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 2,400 กรัม
  • อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ :  ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 2,600 กรัม
  • อายุครรภ์ 37 สัปดาห์ :  ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 2,900 กรัม
  • อายุครรภ์ 38 สัปดาห์ :  ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 3,100 กรัม
  • อายุครรภ์ 39 สัปดาห์ :  ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 3,300 กรัม
  • อายุครรภ์ 40 สัปดาห์ :  ลูกน้อยในครรภ์ควรมีน้ำหนักประมาณ 3,500 กรัม

อย่างไรก็ตามน้ำหนักเด็กในท้องอาจมีขึ้นมีลงหรือไม่คงที่ได้ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรทำการตรวจเช็กน้ำหนักตัวของลูกน้อยอยู่เสมอ เพื่อติดตามพัฒนาการทางด้านการเจริญเติบโต และเพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจตามมาในอนาคต

 

3 วิธีเช็กน้ำหนักลูกน้อยในครรภ์

คุณแม่ตั้งครรภ์ที่กังวลว่าลูกน้อยจะมีน้ำหนักตัวที่ผิดปกติสามารถตรวจเช็กน้ำหนักทารกในครรภ์ได้ 3 วิธีด้วยกัน ดังนี้

ตรวจเช็กจากน้ำหนักตัวของคุณแม่

คุณแม่สามารถเช็กการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวของทารกในครรภ์เบื้องต้นได้ ด้วยการสังเกตน้ำหนักตัวของตัวเอง เป็นการคาดคะเนว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นของคุณแม่นั้นแปรผันไปตามขนาดตัวของลูกน้อยหรือน้ำหนักตัวของลูกน้อยที่เพิ่มมากขึ้น 

แต่วิธีนี้เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นเท่านั้น เพราะน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์นั้นยังมาจากปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย ได้แก่

  • รก
  • มดลูก
  • น้ำคร่ำ
  • เลือดและน้ำ
  • เต้านม
  • น้ำนอกเซลล์ 
  • ไขมัน

ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรทำการตรวจเช็กน้ำหนักลูกในครรภ์ด้วยวิธีอื่น ๆ ประกอบกับการสังเกตน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นของตัวเองนั่นเอง

 

ตรวจเช็กโดยวัดจากความสูงของยอดมดลูก

วิธีตรวจเช็กน้ำหนักเด็กทารกในครรภ์อีกหนึ่งวิธีคือการวัดความสูงของยอดมดลูกเพื่อคาดคะเนน้ำหนักแรกเกิดคร่าว ๆ ว่าลูกน้อยจะมีน้ำหนักตัวเท่าไหร่ภายหลังจากการคลอด ซึ่งวิธีนี้เป็นการวัดความสูงของยอดมดลูกเพื่อไปประมาณค่าน้ำหนักของทารกแรกเกิด ซึ่งจะสามารถวัดได้โดยแพทย์จะพิจารณาโดยแบ่งสัดส่วนระยะสะดือกับกระดูกหัวหน่าวของคุณแม่ตั้งครรภ์ออกเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กัน และแบ่งระยะระหว่างสะดือถึงลิ้นปี่เป็นสี่ส่วนเท่า ๆ กัน  ซึ่งความสูงของยอดมดลูกโดยทั่วไปจะอยู่ที่

  • อายุครรภ์ 12 สัปดาห์  : ยอดมดลูกมักจะอยู่สูงประมาณ 1/3 เหนือกระดูกหัวหน่าว
  • อายุครรภ์ 16 สัปดาห์ : ยอดมดลูกมักจะอยู่สูงประมาณ 2/3 เหนือกระดูกหัวหน่าว
  • อายุครรภ์ 20 สัปดาห์  : ยอดมดลูกมักจะอยู่ระดับสะดือ
  • อายุครรภ์ 24 สัปดาห์ : ยอดมดลูกมักจะอยู่สูงกว่าระดับสะดือเล็กน้อย
  • อายุครรภ์ 28 สัปดาห์  : ยอดมดลูกมักจะอยู่ 1/4 เหนือระดับสะดือ
  • อายุครรภ์ 32 สัปดาห์  : ยอดมดลูกมักจะอยู่ 2/4 เหนือระดับสะดือ
  • อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ : ยอดมดลูกมักจะอยู่ 3/4 เหนือระดับสะดือ

และหากยอดมดลูกของคุณไม่ได้ไม่อยู่ในบริเวณดังกล่าว อาจแสดงให้เห็นว่าลูกน้อยมีภาวะการเจริญเติบโตช้า หรือน้ำหนักทารกในครรภ์มีน้อยกว่าปกติได้

นอกจากนี้คุณแม่ก็ยังสามารถเช็กความสูงของยอดมดลูกเบื้องต้นได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง โดยการใช้สายวัด วัดจากบริเวณรอยต่อของกระดูกหัวหน่าวไปจนถึงยอดมดลูก โดยแนบไปตามส่วนโค้งของมดลูก (หน้าท้องของคุณแม่) ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว และเมื่อวัดแล้วจะสามารถนำมาประมาณน้ำหนักแรกเกิดของลูกน้อยได้ ดังนี้

  • ยอดมดลูกสูง 25 – 30 ซ.ม. สามารถคาดคะเนได้ว่าลูกน้อยแรกเกิดจะมีน้ำหนักประมาณ 1,860 – 2,790 กรัม
  • ยอดมดลูกสูง 31 – 35 ซ.ม. สามารถคาดคะเนได้ว่าลูกน้อยแรกเกิดจะมีน้ำหนักประมาณ 2,790 – 3,410 กรัม
  • ยอดมดลูกสูง 36 – 40 ซ.ม. สามารถคาดคะเนได้ว่าลูกน้อยแรกเกิดจะมีน้ำหนักประมาณ 3,565- 4,185 กรัม
  • ยอดมดลูกสูง 41 ซ.ม. ขึ้นไป สามารถคาดคะเนได้ว่าลูกน้อยแรกเกิดจะมีน้ำหนักประมาณ  4,340 กรัมขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นเพียงอีกหนึ่งวิธีคาดคะเนน้ำหนักของลูกน้อยเพียงเท่านั้น เนื่องจากการใช้วิธีนี้ไม่ได้ให้ผลที่แม่นยำและมีโอกาสที่จะคลาดเคลื่อนได้

 

ตรวจเช็กโดยการอัลตราซาวด์

หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการคาดคะเนน้ำหนักเด็กในท้องคือการตรวจเช็กโดยการอัลตราซาวด์ ซึ่งเป็นวิธีที่แพทย์จะทำการอัลตราซาวด์เพื่อคาดคะเนน้ำหนักของลูกน้อยในครรภ์ ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงแต่ก็ยังสามารถคลาดเคลื่อนได้เช่นเดียวกัน ซึ่งโดยทั่วไปจะมีการคลาดเคลื่อนมากหรือน้อยไปประมาณ 0.45 กิโลกรัม หรือ 453.5 กรัม และยิ่งใกล้กำหนดคลอดหรือเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์ก็จะยิ่งมีโอกาสที่จะคลาดเคลื่อนสูงขึ้นนั่นเอง

 

ไม่ใช่แค่น้ำหนักของลูกน้อยที่ต้องคำนึง…น้ำหนักของคุณแม่ก็สำคัญ!

นอกจากน้ำหนักตัวของลูกน้อย น้ำหนักของคุณแม่ก็สำคัญ ในบางครั้งการที่ลูกน้อยมีน้ำหนักตัวมากเกินไปอาจเกิดจากปัญหาโรคอ้วนของคุณแม่ บวกกับการที่น้ำหนักตัวของคุณแม่ที่เพิ่มมากขึ้นมากเกินไป นอกจากที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องหมั่นเช็กน้ำหนักตัวของลูกน้อยแล้ว คุณแม่จึงจำเป็นจะต้องควบคุมน้ำหนักของตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อสุขภาพ ความปลอดภัย และเพื่อลดปัญหาน้ำหนักทารกในครรภ์มากหรือน้อยเกินไปนั่นเอง

 

สูตรคำนวณน้ำหนักคุณแม่ตั้งครรภ์ให้ปลอดภัย ไม่เสี่ยงโรค

โดยทั่วไปแล้วในขณะตั้งครรภ์คุณแม่ควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับดัชนีมวลกายก่อนการตั้งครรภ์) ซึ่งสามารถคำนวณง่าย ๆ ดังนี้

BMI 

ก่อนตั้งครรภ์

น้ำหนักที่เพิ่มในไตรมาสแรก (กก.) น้ำหนักที่เพิ่มในแต่ละสัปดาห์ ช่วงไตรมาส 2-3 (กก.) น้ำหนักที่ควรเพิ่มขึ้น

ทั้งหมด (กก.)

< 18.5 2.3 0.5 12.5-18.0
18.5-24.9 1.6 0.4 11.5
25.0-29.9 0.9 0.3 7.0-11.5
≥ 30 0 0.2 5.0-9.0


วิธีควบคุมน้ำหนักของคุณแม่ เพื่อให้ลูกน้อยในครรภ์มีน้ำหนักตามเกณฑ์

แน่นอนว่าการที่คุณแม่ตั้งครรภ์มีน้ำหนักมากหรือน้อยเกินไปอาจส่งผลต่อน้ำหนักเด็กทารกในครรภ์ได้ คุณแม่จึงควรควบคุมน้ำหนักให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานอยู่เสมอ เพื่อความแข็งแรง สมบูรณ์ของลูกน้อย และเพื่อให้ตัวคุณแม่ตั้งครรภ์เองปลอดภัยและห่างไกลจากโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ 

แล้ววิธีควบคุมน้ำหนักของคุณแม่เพื่อให้ลูกน้อยในครรภ์มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานนั้นมีอะไรบ้าง เราได้สรุปมาให้ทุกคนสามารถเข้าใจได้ง่าย ๆ แล้ว ดังนี้ 

  • ทานอาหารที่ให้พลังงานประมาณ 2,550 ถึง 2,650 กิโลแคลอรีต่อวัน
  • เลือกทานอาหารที่หลากหลายให้ครบ 5 หมู่
  • เลือกทานอาหารจำพวกโปรตีน อาหารที่ย่อยง่าย และมีกากใย 
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด อาหารรสหวานหรือมีน้ำตาลสูง
  • หลีกเลี่ยงอาหารหมัก ดอง ขนมจุกจิก ขนมหวาน และอาหารที่มีแป้ง
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน

นอกจากนี้เรายังขอแนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักเพื่อให้น้ำหนักทารกในครรภ์อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร เลือกรับประทานอาหารให้บ่อยขึ้นแต่ลดปริมาณให้น้อยลง เคี้ยวอาหารให้ละเอียด หมั่นจิบน้ำระหว่างวัน และออกกำลังกายเบา ๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้การควบคุมน้ำหนักประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น

 


จะเห็นได้ว่าน้ำหนักทารกในครรภ์เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรมองข้ามไม่แพ้เรื่องของการจัดเก็บสเต็มเซลล์ ดังนั้นคุณแม่จึงควรตรวจเช็กน้ำหนักเด็กทารกในครรภ์อยู่เสมอเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งยังควรควบคุมน้ำหนักของตัวเองเพื่อให้น้ำหนักลูกในครรภ์อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และป้องกันความปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมาในอนาคตนั่นเอง

 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำความรู้จักกับการอัลตราซาวด์ 4 มิติ

การอัลตราซาวด์ 4 มิติดีอย่างไร ไปดูกัน!

ทำความรู้จักกับการอัลตราซาวด์ 4 มิติ การอัลตราซาวด์ 4 ม […]

0 comments

บทความคุณหมอ : อัลตราซาวด์ลูกน้อยในครรภ์บอกความเสี่ยง

Cryoviva  ขอชวนคุณแม่มาเช็กความเสี่ยง ด้วยการฝากครรภ์แล […]

0 comments

See other

“ไครโอวิวา ธนาคารจัดเก็บสเต็มเซลล์
ผู้นำนวัตกรรมมาตรฐานระดับสากล
อยู่เคียงข้างคุณภาพชีวิตของทุกคนในครอบครัว”

ติดต่อผู้เชี่ยวชาญและรับสิทธิพิเศษจากไครโอวิวา



    มีความสนใจบริการด้านไหนของไครโอวิวาเป็นพิเศษหรือไม่?

    This site is registered on wpml.org as a development site. Switch to a production site key to remove this banner.